บทความทั้งหมด

กฎหมายและสัญญา · อัปเดต 28 กันยายน 2569 · อ่าน 9 นาที

กฎหมายห้องเช่า 2569: 4 เรื่องที่เจ้าของอพาร์ตเมนต์ควรรู้

สรุปกฎ สคบ. เรื่องค่าน้ำค่าไฟ ค่าบริการ เงินประกัน และสัญญาเช่า สำหรับเจ้าของอพาร์ตเมนต์และธุรกิจห้องเช่า พร้อมเช็กว่ากิจการเข้าข่ายหรือไม่

กฎหมายห้องเช่า 2569: 4 เรื่องที่เจ้าของอพาร์ตเมนต์ควรรู้

อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) · ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด 28 กันยายน 2569

ถ้าคุณเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์หรือธุรกิจห้องเช่า แล้วช่วงนี้เห็นข่าวว่า ค่าน้ำค่าไฟต้องเก็บตามจริง เงินประกันต้องคืนภายใน 7 วัน และสัญญาเช่าต้องใช้แบบมาตรฐาน จนเริ่มสงสัยว่า “แล้วของเราต้องแก้อะไรบ้าง?” บทความนี้สรุปให้แบบอ่านจบแล้วรู้ว่าควรกลับไปเช็กตรงไหนก่อน

กฎหลักที่เกี่ยวข้องคือ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568

สรุปใน 1 นาที

ถ้ากิจการของคุณอยู่ภายใต้ประกาศนี้ สิ่งที่ควรจำมี 4 เรื่องหลัก

  • ค่าน้ำค่าไฟ — เรียกเก็บไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ และต้องระบุวิธีคำนวณให้ชัด
  • ค่าบริการอื่น — เช่น ค่าจอดรถ ค่าขยะ หรือค่าส่วนกลาง เก็บได้ในกรณีที่เหมาะสม แต่ต้องระบุในสัญญาอย่างชัดเจน ไม่กำกวมและไม่ซ้ำซ้อน
  • เงินประกัน — ค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันต้องไม่เกิน 3 เดือนของค่าเช่ารายเดือน และหากไม่พบความเสียหายต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วันหลังสัญญาสิ้นสุด
  • สัญญาเช่า — ธุรกิจที่เข้าข่ายต้องใช้สัญญาตามแบบมาตรฐานที่ สคบ. กำหนด
4 เรื่องที่เจ้าของห้องเช่าควรรู้ ได้แก่ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าบริการอื่น เงินประกัน และสัญญาเช่า
4 เรื่องที่เจ้าของห้องเช่าควรรู้ ได้แก่ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าบริการอื่น เงินประกัน และสัญญาเช่า

ก่อนเข้าเรื่อง: กฎนี้ใช้กับกิจการของคุณหรือไม่

คำว่า “หอพัก” ที่เราใช้เรียกกันทั่วไปอาจทำให้สับสน เพราะชื่อที่ใช้เรียกสถานที่กับสถานะตามกฎหมายอาจไม่เหมือนกัน

ตามคำอธิบายของ สคบ. ประกาศนี้ใช้กับธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยที่เข้าเงื่อนไขตามประกาศ ส่วน หอพักที่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยหอพัก และ โรงแรมที่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยโรงแรม มีกฎหมายเฉพาะกำกับอยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้ากิจการของคุณใช้คำว่า “หอพัก” อย่าดูจากชื่ออย่างเดียว ควรดูด้วยว่ากิจการจดทะเบียนและอยู่ภายใต้กฎหมายใดจริง

ดูคำอธิบายจาก สคบ. เรื่องขอบเขตการบังคับใช้

1. ค่าน้ำค่าไฟ: สิ่งสำคัญคืออธิบายที่มาของยอดได้

หลักที่ สคบ. ย้ำคือ ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ประกาศต้องเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟ ไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ และต้องระบุวิธีคำนวณไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าผู้เช่าถามว่า “ยอดนี้มาจากไหน?” เจ้าของควรไล่ที่มาให้ดูได้ ไม่ใช่มีเพียงตัวเลขสุดท้ายในบิล

สิ่งที่ควรเก็บให้ตรวจย้อนหลังได้ ได้แก่

  • เลขมิเตอร์ครั้งก่อนและครั้งปัจจุบัน
  • จำนวนหน่วยที่ใช้
  • อัตราที่นำมาคำนวณ
  • วิธีคำนวณที่ระบุไว้ในสัญญา
  • ใบแจ้งยอดที่แยกค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นออกจากกัน

แล้วค่าไฟ 4.88 บาทต่อหน่วยล่ะ?

ตัวเลข 4.88 บาทต่อหน่วย เคยถูก สคบ. ใช้อธิบายในบริบทของอัตรา ณ ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ควรจำเลขนี้เป็นราคาคงที่ตลอดไป เพราะอัตราและองค์ประกอบค่าไฟสามารถเปลี่ยนได้

4.88 บาท/หน่วยตัวเลขอ้างอิงที่ สคบ. เคยใช้อธิบาย ไม่ใช่ราคาคงที่ถาวร ให้ยึดหลักว่าอัตราที่เก็บจากผู้เช่าต้องไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจในช่วงเวลานั้น

ดูข้อมูล สคบ. เรื่องค่าน้ำค่าไฟ

2. ค่าบริการอื่น: เก็บได้ แต่ต้องบอกให้รู้ว่าจ่ายค่าอะไร

ค่าจอดรถ ค่าขยะ หรือค่าบริการส่วนกลางไม่ได้หายไปเพราะประกาศฉบับนี้

สคบ. ระบุว่า หากผู้ประกอบธุรกิจจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่น ต้องระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจน ไม่กำกวม ไม่ซ้ำซ้อน และต้องไม่เป็นข้อสัญญาที่เอาเปรียบผู้บริโภค

ก่อนทำสัญญา เจ้าของควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้

  • ผู้เช่าต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง
  • จ่ายเท่าไร หรือคำนวณอย่างไร
  • เรียกเก็บเมื่อไร
  • รายการนั้นเป็นค่าบริการอะไร
  • มีรายการไหนซ้ำกับค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่

ตัวอย่างง่าย ๆ ระหว่างบิลที่เขียนว่า “ค่าบริการ 500 บาท” กับบิลที่บอกชัดว่าเป็นค่าจอดรถหรือค่าขยะ แบบหลังตรวจสอบและอธิบายกับผู้เช่าได้ง่ายกว่ามาก

ดูข้อมูล สคบ. เรื่องค่าใช้จ่ายอื่น

3. เงินประกัน: เตรียมเรื่องวันคืนเงินตั้งแต่วันรับผู้เช่าเข้า

สำหรับธุรกิจที่อยู่ภายใต้ประกาศ สคบ. ระบุว่า ค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันต้องไม่เกิน 3 เดือนของค่าเช่ารายเดือน

เช่น ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันตามหลักนี้ต้องไม่เกิน 15,000 บาท

แต่จุดที่มักกลายเป็นข้อโต้แย้งจริง ๆ อยู่ตอนผู้เช่าย้ายออก

หากตรวจสอบแล้วไม่พบว่าผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย ต้อง คืนเงินประกันภายใน 7 วันนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุด ส่วนกรณีที่มีความเสียหายจริง สคบ. ระบุว่าสามารถหักค่าเสียหายที่เกิดจากผู้เช่าได้ตามจริง และมีกรอบการคืนส่วนที่เหลือตามเงื่อนไขของประกาศ

3 เดือนเพดานของ “ค่าเช่าล่วงหน้า + เงินประกัน” รวมกัน
7 วันกรอบเวลาคืนเงินประกัน กรณีไม่พบความเสียหาย

เพราะฉะนั้น workflow ที่ดีควรเริ่มตั้งแต่วันย้ายเข้า โดยมีหลักฐาน เช่น

  • รูปสภาพห้องตอนย้ายเข้า
  • รายการทรัพย์สินที่ส่งมอบ
  • การตรวจห้องตอนย้ายออก
  • รายละเอียดค่าเสียหายที่นำมาหัก หากมี
  • หลักฐานการคืนเงินประกัน

ยิ่งหลักฐานก่อนและหลังชัด การตัดสินว่าอะไรคือความเสียหายและอะไรคือการเสื่อมสภาพจากการใช้งานปกติก็ยิ่งตรงไปตรงมา

ดูข้อมูล สคบ. เรื่องเงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้า

4. สัญญาเช่า: มีสัญญาอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้รูปแบบที่ถูกต้อง

ประกาศ พ.ศ. 2568 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในขอบเขตจัดทำสัญญาเช่าตาม แบบสัญญามาตรฐานของ สคบ.

สคบ. มีตัวอย่างสัญญาเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยระยะสั้น แบบ ก และสัญญาเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยระยะยาว แบบ ข

ถ้าคุณใช้สัญญาฉบับเดิมมาหลายปี การเปลี่ยนแค่ชื่อผู้เช่าและวันที่อาจไม่พอ ควรกลับมาตรวจหัวข้อสำคัญ เช่น

  • ค่าเช่าและกำหนดชำระ
  • วิธีคิดค่าน้ำและค่าไฟ
  • ค่าใช้จ่ายหรือค่าบริการอื่น
  • เงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้า
  • เงื่อนไขเมื่อสัญญาสิ้นสุด
  • การส่งมอบห้องและทรัพย์สิน

สคบ. ยังระบุว่าการไม่ส่งมอบสัญญา หรือส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือแบบไม่ถูกต้อง อาจมีโทษตามกฎหมาย

ดูแบบสัญญามาตรฐานจาก สคบ.

Checklist: ถ้าจะกลับไปเช็กกิจการวันนี้ ให้เริ่ม 6 ข้อนี้

Checklist สำหรับเจ้าของห้องเช่า: เช็กขอบเขตกฎหมาย ตรวจแบบสัญญา บันทึกเลขมิเตอร์ แยกรายการค่าใช้จ่าย ตรวจยอดเงินประกัน และเก็บหลักฐานย้อนหลัง
Checklist สำหรับเจ้าของห้องเช่า: เช็กขอบเขตกฎหมาย ตรวจแบบสัญญา บันทึกเลขมิเตอร์ แยกรายการค่าใช้จ่าย ตรวจยอดเงินประกัน และเก็บหลักฐานย้อนหลัง
  • เช็กขอบเขตกฎหมาย — กิจการอยู่ภายใต้ประกาศ สคบ. ฉบับนี้ หรืออยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะอื่น
  • ตรวจแบบสัญญา — เทียบสัญญาที่ใช้อยู่กับแบบมาตรฐานปัจจุบัน
  • บันทึกเลขมิเตอร์ — ให้ดูย้อนหลังได้ว่าเดือนก่อนและเดือนนี้เป็นเท่าไร
  • แยกรายการค่าใช้จ่าย — ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริการอื่นควรตรวจสอบที่มาได้
  • ตรวจยอดเงินประกัน — เช็กค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันให้ถูกต้อง
  • เก็บหลักฐานย้อนหลัง — สัญญา บิล ใบเสร็จ รูปสภาพห้อง และหลักฐานการชำระควรค้นกลับมาได้ง่าย

คำถามที่เจ้าของห้องเช่ามักสงสัย

ถ้าเรียกกิจการว่า “หอพัก” แปลว่าไม่อยู่ภายใต้ประกาศนี้ใช่ไหม?

ไม่ควรดูจากชื่อเพียงอย่างเดียว ข้อยกเว้นที่ สคบ. กล่าวถึงคือ หอพักที่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยหอพัก ดังนั้นควรดูสถานะทางกฎหมายและการจดทะเบียนของกิจการจริง

ค่าไฟ 4.88 บาทต่อหน่วยใช้ตลอดเลยไหม?

ไม่ควรใช้เป็นราคาคงที่ถาวร หลักสำคัญคือผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ประกาศต้องไม่เรียกเก็บเกินอัตราที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ จึงควรตรวจอัตราล่าสุดก่อนนำไปใช้

ค่าส่วนกลางยังเก็บได้อยู่ไหม?

เก็บได้ในกรณีที่เหมาะสม แต่ควรระบุไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ไม่กำกวม ไม่ซ้ำซ้อน และไม่เป็นข้อสัญญาที่เอาเปรียบผู้บริโภค

ถ้าผู้เช่าย้ายออก ต้องคืนเงินประกันเมื่อไร?

หากสัญญาสิ้นสุดและไม่พบว่าผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย สคบ. ระบุว่าต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วัน

ทำไมเจ้าของควรเช็กเรื่องนี้ตอนนี้

สคบ. ยังมีการลงพื้นที่ตรวจธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และมีการรายงานว่าพบผู้ประกอบธุรกิจบางรายปฏิบัติไม่ถูกต้องตามประกาศ พ.ศ. 2568

สำหรับเจ้าของที่ดูแลหลายห้อง การทำให้ข้อมูลเรื่องสัญญา มิเตอร์ รอบบิล การชำระ และการย้ายออกตรวจสอบย้อนหลังได้ จึงไม่ได้ช่วยแค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังช่วยลดเวลาตามหาข้อมูลและลดข้อโต้แย้งในงานประจำวันด้วย

Pakpak ช่วยรวมงานอย่างข้อมูลสัญญา การจดมิเตอร์ และการจัดการรอบบิลไว้ในระบบเดียว เพื่อให้เจ้าของหอพักและอพาร์ตเมนต์ติดตามข้อมูลแต่ละห้องได้ง่ายขึ้น

ดูฟีเจอร์ Pakpak หรือ ดูแพ็กเกจ

แหล่งข้อมูล

ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยให้เจ้าของที่พักเข้าใจประเด็นสำคัญ ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย หากไม่แน่ใจว่ากิจการของคุณอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับใด หรือมีข้อเท็จจริงเฉพาะ ควรตรวจประกาศฉบับเต็มหรือสอบถาม สคบ. โดยตรงที่สายด่วน 1166